บุคคลทั่วไปออนไลน์: 3
สมาชิกออนไลน์: 0
สมาชิกทั้งหมด: 3
สมาชิกใหม่: boonpus
|
บุคคลทั่วไป: 3 สมาชิก: ไม่มีสมาชิกออนไลน์
สมาชิกที่ลงทะเบียน: 3 ยังไม่ยืนยัน: 0 สมาชิกใหม่: boonpus
| ใช้งานวันนี้: | 7 | | ออนไลน์: | 3 | | ออนไลน์ สูงสุด: | 11 | | สูงสุด ต่อวัน: | 957 | | เมื่อวาน: | 84 | | เดือนนี้: | 1869 | | ทั้งหมด: | 109496 |
24ช.ม.ที่ผ่านมา:
|
|
|
ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่ GTTC เว็บเพื่อพัฒนาตน พัฒนาคน เริ่มต้นพัฒนาที่ความคิด (คิดดี พูดดี ทำดี) ผ่านสื่อการบรรยาย-สัมมนา จัดกิจกรรมฝึกอบรม ให้กับ ผู้บริหาร พนักงาน และกลุ่มบุคคลทั่วไป โดยทีมวิทยากรพัฒนาหลักสูตรร่วมกับบริษัท องค์กร สถาบันต่าง ๆ ตามนโยบายแผนงานของแต่ละองค์กร
|
|
|
ทำอย่างไรให้ใจกลายเป็นละอองน้ำที่ฉ่ำเย็น? |
|
ทำอย่างไรให้ใจกลายเป็นละอองน้ำที่ฉ่ำเย็น?
เมื่อเอ่ยคำว่า น้ำ ท่านคิดว่าคนเราส่วนมากจะคิดถึงอะไรกันค่ะ? คนบางคนคงคิดถึงน้ำดื่มที่อยู่ในแก้วอยู่ในขวด คนบางคนคงคิดถึงน้ำที่แม่น้ำ และหลายคงอดหวลคิดถึงน้ำท่วมที่ผ่านมาไม่ได้ ไม่ว่าคนเราจะคิดถึงน้ำในลักษณะไหน อย่างไร ....โดยสภาพตัวของน้ำเอง มันไม่คิดว่าตัวมันเป็นอะไร เพราะน้ำมันก็คือน้ำ ที่ปรับแปรเปลี่ยนไปตามสภาพไม่คงที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำเป็นของเหลวที่สามารถเกาะกุม แทรกซึมเข้าได้ในทุกที่ๆ ที่มีโอกาส ในทุก ๆ ที่ที่มีช่องมีทาง และน้ำยังสามารถหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน(ซึ่งเป็นบทเพลงที่เราคงคุ้นหูกัน) น้ำที่ว่าเป็นของเหลว อ่อน ทำไมยังทำให้หินซึ่งแข็งแกร่งผุพัง กร่อนทำลายลงไปได้ น่าคิดนะคะ .......

โดยทั่วไปแล้วสภาพของน้ำสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามอุณหภูมิ หากอุณหภูมิสูงจนถึงจุดเดือดน้ำก็กลายเป็นน้ำเดือด น้ำร้อน สามารถนำมาปรับใช้ประโยชน์ได้อย่างมากมายมหาศาล
ต่อเมื่อน้ำอยู่ในอุณหภูมิที่เย็น เช่นอยู่ในตู้เย็น ก็กลายเป็นน้ำเย็น นำน้ำแก้วเดียวกันไปแช่ในช่องทำน้ำแข็ง น้ำนั้นก็กลายเป็นน้ำแข็ง
ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้ที่ต้องการใช้งาน ว่าต้องการอะไรกันแน่?

เราลองหันมาสังเกตในการดำเนินกิจกรรมชีวิตประจำวันของเรา คนหลายคนมีความต้องการใช้น้ำร้อน หลายต่อหลายคนต้องการใช้น้ำเย็นและยังคงมีคนอีกจำนวนไม่น้อยมีความต้องการจะใช้น้ำแข็ง หากคนที่ต้องการใช้น้ำร้อน แต่น้ำนั้นเย็นเกินไปก็หาว่าน้ำนั้นไม่ดี หากคนต้องการใช้น้ำเย็นแต่น้ำมีอุหภูมิที่ร้อนเกินไปก็ว่าน้ำนั้นใช้ไม่ได้ จึงต้องสาดเสียเทเสีย ทิ้งไป การที่น้ำจะดี จะร้อนจะเย็นจะเหมาะสมใช้ประโยชน์ได้หรือไม่นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับความต้องการภายในใจของคน ๆ นั้น คนเราส่วนมากเมื่อมีสิ่งใดถูกใจเรา เราก็ว่าดี อะไรไม่ถูกใจเราเราก็ว่าไม่ดี เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ในโลกนี้จะมีสิ่งใดดีไปหมดหรือมีสิ่งใดที่ไม่ดีไปหมดได้หรือไม่? ในเมื่อเรายังคงใช้ใจของเราที่ขึ้น ๆ ลง ๆ เป็นตัวตัดสิน(คนอื่น)?
ต่อเมื่อเกิดสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่ทำให้เราจำเป็นต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง หรือเกิดเหตุการณ์ที่เราจะบ่นคนโน้น โทษคนนี้ แล้วอยากให้ทุกอย่างเป็นไปดังใจเราต้องการ ลองย้อนนึกเปรียบเทียบใจคนที่แข็งกระด้างเหมือนน้ำแข็งที่แข็งและเย็นชาที่เราเองอาจไม่ชอบนัก เพราะในตอนนั้นเราต้องการน้ำอุ่นไม่ใช่น้ำแข็ง จึงเกิดความขัดแย้ง ไม่ลงรอย ไปด้วยกันไม่ได้แล้ว แน่นอนว่าน้ำแข็งย่อมเข้ากันได้ไปกันได้กับน้ำแข็ง ทำอย่างไรให้น้ำแข็งให้ใจคนที่แข็งกระด้างให้กลับกลายเป็นจิตใจที่อ่อนโยน มีสภาพจิตที่นุ่มนวลควรแก่งาน เพราะเมื่อแข็งเจอะแข็งก็ย่อมแข็งแข่งกัน ผลคือไม่มีใครยอมหลอมละลาย แต่สัจจธรรม ความจริงในโลกนี้ล้วนไม่มีสิ่งใดที่เที่ยงแท้ถาวร ต่างคนต่างที่มา ต่างคนต่างที่ไป เหมือนแหล่งน้ำต่างสาย ต่างขนาด ต่างอุณหภฺมิ แต่สุดท้ายไม่ว่าน้ำนั้นจะต่างกันอย่างไรย่อมไหลลงสู่มหาสมุทรและมีรสเดียวคือรสเค็ม เปรียบเสมือนคนเรา ต่างคน ต่างจิต ต่างใจ ต่างที่มา ต่างที่ไป แข่งขันแกร่งแย่ง ชิงดีชิงเด่นกันไปตามสภาพจิตที่กำลังฝึกฝนเรียนรู้พัฒนา ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูกที่แท้จริง ท้ายที่สุดธรรมชาติจะเป็นผู้ตัดสินอย่างเที่ยงแท้ ยุติธรรม ตรงไปตรงมา มีรสเดียวคือรสแห่งวิบากกรรม (ผลกรรมที่เกิดจากการกระทำ=วิบากกรรม)

เราอาจคิดว่าเรามีสิทธิ์โกรธคนโน้น โทษคนนี้ เขาทำผิดอยากให้เขาได้รับโทษโดยเร็วพลัน อยากให้น้ำแข็งกลายเป็นน้ำและระเหยไปต่อหน้าต่อตาใจเรา ลองย้อนกลับมาถามใจเราเองว่าเราคิดถูกหรือผิดกันแน่ ทางที่ดีในเมื่อเราไปเปลี่ยนใครต่อใครไม่ได้ เขาก็ต้องเป็นของเขาอย่างนั้นวันยันค่ำ เราลองเอาเวลาที่ทุ่มเทไปกับเรื่องของคนอื่นมามากต่อมากนัก ลองกลับขั้วสวิทช์ใจ จากที่เคยมองเคยเพ่งโทษคนอื่น ลองหันกลับมามองที่ความคิดเรา มาฝึกกายฝึกใจเรา ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ มีโอกาสปรับเปลี่ยนเป็นน้ำอุณหภูมิธรรมดาๆ ที่สามารถละลายน้ำแข็ง ที่สามารถกลั่นตัวเองให้กลายเป็นหยดน้ำ เป็นละอองน้ำที่เย็นฉ่ำ เป็นหยาดเม็ดฝนที่โปรยปรายให้ความชุ่มชื่นแก่พื้นปฐพี เมื่อใจเราสามารถคิดเป็น ทำเป็น สามารถเป็นละอองน้ำที่เย็นฉ่ำ เอิบอิ่มไปด้วยมิตรไมตรี ด้วยแววตาแห่งความเมตตาปรานี ด้วยสีหน้าท่าทางแห่งการให้อภัย แน่นอนว่าละลองน้ำ ไอน้ำที่เย็นฉ่ำที่กลั่นออกไปจากความคิดดี คิดถูกจากจิตใจเรานี่แหละจะมีอนุภาพสามารถสลายละลายน้ำแข็งในขั้วหัวใจคนให้เป็นน้ำธรรมดา ทำให้ผู้คนรอบข้างที่เกี่ยวข้องได้ดื่มได้กินกัน อิ่มหนำสำราญ ได้พักพึ่งพิงอาศัยสายน้ำแห่งความรักสายนี้ ลงเรือลำเดียวกันกอดคอกัน ล่องนาวาชีวิตอันน้อยนิดนี้ไปด้วยกันตราบจนถึงฝั้งที่ตั้งใจ
"ชีวิตก็เป็นอย่างนี้ เป็นธรรมดา อย่าไปเอาอะไรกับมันมาก คิดมากไปก็เท่านั้น ปวดหัวเปล่า ๆ เหนื่อยก็พัก ง่วงก็นอน หิวก็กิน (ไม่ได้มีใครที่ไหนมาห้าม มาทำร้ายเรา มีแต่ความคิดอคติของเราต่างหากที่คอยตอกย้ำทิ่มแทงใจให้เจ็บปวดรวดร้าวมานานเท่าไรแล้ว? แบกเหนื่อย เมื่อยก็ปล่อย ก็วางลงสิคะ วางปุ๊บ สุขปั๊บ ขอเป็นกำลังใจให้ท่านที่กำลังกลั่นตัวเป็นละอองน้ำทุกท่านนะค่ะ ขอบคุณค่ะ)"
ขอขอบคุณที่มาแหล่งรูปภาพสายน้ำจาก http://play.kapook.com/photo/show-80211
|
|
|
ความคิดสุข ทุกข์ เลือกคบคนดี ชื่นชมคนดี |
|
โลกที่กำลังหมุนไปอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้กระแสความคิดของฉันและอีกหลาย ๆ คน คงหมุนวกวนเปลี่ยนแปลงไปตามแรงเหวี่ยงแห่งห่วงอารมณ์ที่เข้ามากระทบทางตาบ้าง ทางหูบ้างอย่างไม่ขาดสาย
โสตประสาทของฉันได้ยินเสียงเด็กน้อยคนหนึ่งกำลังร้องไห้จ้า
 เมื่อเหลือบมองไป ลูกใครก็ไม่รู้ ทั้งร้องทั้งดิ้น ฉันจึงเดินเข้าไปใกล้ ๆ และกล่าวหยอกล้อเล่นอย่างสุภาพ เด็กน้อยที่มีที่ท่าว่าไม่สามารถที่จะหยุดร้องไห้ได้ กลับหยุดนิ่งหันมามองฉัน เพียงพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ฉันจึงเอื้อมมือไปเล่นด้วย จากคราบน้ำตาหนูน้อยที่ยังไม่ทันแห้งกลับกลายมาเป็นรอยยิ้มเสียงหัวเราะที่สดใส นี่คือธรรมชาติ ที่เป็นธรรมดาของเด็กตัวน้อย
ในชีวิตจริงของคนเราประสบสิ่งที่ทำให้โศกเศร้า เสียใจ ร้องไห้ไปก็เท่านั้น เสียน้ำตาไปก็เท่านั้น เหนื่อยกาย เหนื่อยใจเปล่า ๆ ในชีวิตคนๆ หนึ่ง เพียงหยุดคิด เรา มีสิทธิ์ที่จะหัวเราะและร้องไห้ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกอย่างไร เด็กน้อยร้องไห้ แล้วหัวเราะ ส่วนเราเป็นมาก -เรียนรู้มากกว่าเด็กน้อย จะมัวเศร้าโศก เสียใจไปทำไปกัน? โลกนี้ยังสดใสสำหรับคนใจใส ความล้มเหลวเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ขอเป็นกำลังใจให้ทุก ๆ คนนะคะ
หากต้องการหาความสุข หาออกนอกตัวก็คือความทุกข์ เพียงได้อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ เพียงได้เหลือบชมชื่นดอกไม้บาน เห็นสีเขียวของไม้ใบ ใจของเราก็ซาร์จแบตเตอรี่ได้แล้ว สุขกาย สบายใจ เมื่อได้ใกล้ชิด เรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติ 
คนเราคิดเช่นไรก็จะเป็นเช่นนั้น เพราะความคิดของคนเราอาศัยสัญญา(ความทรงจำ) เป็นฐานในการส่งให้จิตประมวลผล สแกนออกมาเป็นการกระทำทางวาจาและทางกาย หากคนเราไม่สามารถรู้เท่าทันความคิดก็จะไหลไปตามกระแส ก่อให้เกิดความชอบ-ความรัก-ความเกลียด-ความชัง ซึ่งเป็นสิ่งที่หมุนเวียนเปลี่ยนไป หากเราไม่สามารถตั้งสติขึ้นระลึกรู้ในความคิด เราก็จะตกเป็นทาสของความคิดปรุงแต่งนั้น และต้องรับผลอย่างหลีกหนีไม่ได้
หากความคมชัดของสติเรายังไม่มากพอก็ไม่สามารถตามทันความคิดนั้นได้ แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อคนเราเป็นผลผลิตของความคิด เราอยากมีความสุข เราก็ลองฝึกที่เลือกคบคนดี ชื่นชมคนดี เมื่อเรามีคนดีเป็นเพื่อน ชื่นชมคนดี อยู่ในสถานที่สิ่งแวดล้อมที่ดี ๆ ที่เราเลือกได้เอง ผลคือทำให้เราเริ่มที่จะเป็นคน คิดดี คิดบวก คิดเชิงสร้างสรรค์ แล้วบรรยากาศรอบ ๆ ตัวของเราก็จะเปลี่ยนไป (แม้พฤติกรรมของคนรอบข้างหรือสิ่งแวดล้อมยังเหมือนเดิมก็ตาม) เพราะเราไปเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม ไปเปลี่ยนความคิดของคนอื่นไม่ได้ แต่สิ่งแวดล้อมและผู้คนรอบข้างเราสามารถเปลี่ยนไปได้จากการเรียนรู้ จากการคิดดี พูดดี ทำดี คบคนดี ชื่นชมต่อความสำเร็จของคนดี ซึ่งสามารถฝึกฝนและพัฒนามาเป็นพื้นจิตของเรานั่นเอง
"ฉันรู้สึกดี ชีวิตมีความสุข ฉันได้เรียนรู้สิ่งที่ไม่เคยรู้ ฉันได้ค้นพบสิ่งที่ไม่เคยได้ค้นพบ และได้อยู่ใกล้กัลยาณมิตรที่ดี ในการเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาเอก หลักสูตรศาสตรดุษฏีบัณฑิต สาขาวิชาพุทธศาสน์ศึกษา ที่มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย ขอขอบคุณทุก ๆ ท่านที่ทำให้ฉันมีวันนี้ ที่สุข สดใสและเข้าใจชีวิตมากกว่าที่เป็นมา ขอขอบคุณและกราบนมัสการขอบพระคุณท่านพระอาจารย์ทุกรูปเจ้าค่ะ"     |
|
|
เห็นธรรมชาติ แล้วทำให้คิด (อะไร) ? |
|
เช้าวันนี้เป็นวันที่สดใสสำหรับชีวิต ฉันเหลือบมองไปรอบ ๆ เห็นกล้วยไม้ที่ปลูกไว้ ออกดอกล้อเล่นกับแสงแห่งดวงตะวัน
เช้านี้ดอกไม้ช่างสวยสดงดงามตามธรรมชาติ วันนี้เจ้าได้ทำหน้าที่เบ่งบานให้ผู้คนได้ชื่นชม อีกไม่นานก็คงแห้งเหี่ยวเฉาและจากไป
เมื่อฉันเดินมาอีกมุมพบเจ้ากบน้อยน่ารักซึ่งเป็นสิ่งสมมุติทั้งสองตัวกำลังนั่งคิดอะไรเล่นอยู่เพลิน ๆ หากเจ้ามีชีวิตเป็นกบจริง ๆ เจ้าคงไม่ได้คิดที่จะต้องการอะไรมากไปกว่าการหาอาหารกินให้อิ่มท้องไปวัน ๆ จากนั้นเจ้าก็คงนอนหลับพักผ่อน เก็บเรี่ยวแรงไว้วันต่อไป ไม่ได้คิดอะไรให้สับสนวุ่นวายมากเกินความจำเป็น ใช้ไหม?

ฉันมองดูดอกเฟื้องฟ้าสีสดใส ซึ่งกำลังสร้างผลผลิตจากดอกเล็ก ๆ กลายเป็นดอกที่สมบูรณ์ เมื่อมีลมพัดมาดอกที่สามารถทนสภาพแรงลมได้ ก็ได้อวดสีสันกันต่อไป ส่วนดอกที่เปราะบางก็ร่วงโรยราไปตามสายลม
เมื่อไม่นานฉันมีโอกาสเดินทาง หากสังเกตดี ๆ นี่ไม่ใช่สนามหญ้าแต่เป็นจอกแหนที่ขึ้นปกคลุมผิวน้ำ ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นห้วงน้ำตามความเป็นจริงได้

ฉันย่ำเดินไปบนผืนทรายไป-มา รอยเท้าทั้งไปและกลับยังมีให้เห็นอยู่ ฉันแหงนมองพระอาทิตย์ที่สาดแสงส่องยังเบื้องหน้า เหลียวมองไปด้านข้างๆ เห็นหมู่ไม้ขึ้นเรียงเป็นแถว เป็นแนว ดูเรียบร้อย งามสบายตา
ธรรมชาติทำให้ ฉันย้อนคิดขึ้นในใจว่า
กล้วยไม้ก็ทำหน้าที่ของกล้วยไม้ ถึงเวลาออกดอกก็งามในแต่ละช่วงเวลา เปรียบเสมือนจิตใจและความคิดของคนเราในบางครั้งก็มีความคิดสดใสดี ๆ เกิดได้บางช่วง แต่ก็ตั้งอยู่ได้ไม่นาน เผลอหน่อยเดียวความคิดก็มลายหายไป....นี้เป็นเรื่องธรรมดา
กบน้อยสะท้อนให้เห็นว่า เรื่องบางเรื่อง คิดไปก็วุ่นวายใจเปล่า ๆ ลองถามตัวเราบ่อย ๆ สิว่า สิ่งนี้ สิ่งนั้น มันสำคัญในชีวิตของเราจริง ๆ หรือ? หรือมันเป็นเพียงส่วนเกินที่เราเองไม่ทันได้สังเกต ชีวิตของคนเราอยู่ได้ต้องการข้าว-น้ำ ความคิดก็ต้องการความเป็นจริงในปัจจุบัน ส่วนมากเราจะคิดย้อนไปถึงอดีต และห่วงกังวลไปกับอนาคต แล้วจะโทษใครดีนะ เจ้าเต่าตัวน้อยช่วยตอบหน่อยสิจ๊ะ
คิดเท่าไร จ่ายเท่านั้น คือ เราคิดเท่าไร เราก็ต้องจ่ายพลังงานไปเท่านั้น เหมือนดอกเฟื้องฟ้าที่ออกดอกมามากเท่าไร เวลาร่วงลงสู่พื้นก็กลายเป็นขยะที่ต้องกวาดทิ้งเท่านั้น ทุกอย่างไม่ได้มีแค่แง่มุมเดียว มีทั้งบวกและลบอยู่ในตัว ลมแรงเท่าไรก็มีผลต่อการคงอยู่ของก้านดอกเท่านั้น
จอกแหนเพียงต้นเล็ก ๆ จากต้นหนึ่งสามารถแตกแยกออกมาปกคลุมสระน้ำได้กว้างขวาง ความคิดที่ไหลลงต่ำหากปราศจากการควบคุมเพียงน้อยนิด สามารถก่อเป็นสิ่งรบกวนและปิดบังความก้าวหน้าและความสดใสของใจได้อย่างมืดสนิทไปนานเท่านาน
รอยเท้าบนผืนทรายไม่นานก็ลบหายได้ง่ายดายนัก แต่รอยร้าวบนผืนใจ ทำไมยังคงไม่ลบเลือน แน่นอนคนที่ทำให้รอยร้าวไม่มีวันลบเลือนก็คือใจของคนที่มีความคิดไม่ยอมให้อภัยนั้นเอง......คงไม่ง่ายนักที่จะให้ต้นไม้ในผืนป่าที่มองไกล ๆ แล้วดูเป็นระเบียบ ดูเหมือนคล้ายคลึงกัน แต่หากมีโอกาสเข้าไปสัมผัสใกล้ ๆ แล้ว จะเห็นว่า ต้นไม้ต้นหนึ่งๆก็มีความเป็นต้นไม้ตามแบบของเขา ซึ่งแตกต่างกันไป...จะอะไรกับชีวิตมากไปกว่าการมีความสุขในเวลานี้ วันนี้....เพราะเพียงแค่ปรับมุมมองของความคิดชีวิตก็เปลี่ยนไป เหมือนพระอาทิตย์กำลังขึ้น ภาพเดียวกันปัจจัยต่างเพียงวินาที สีสันที่ได้ก็แตกต่างกันไป
ชีวิตเรา ขึ้นอยู่กับวิธีคิด จงสร้างภาพชีวิต ดุจดวงอาทิตย์ที่ทรงพลัง
จงอย่าคิดมาก ให้วกวน ......ชีวิตนี้ไม่ยืนยาวนัก......กิจใดควรทำก็ควรทำ....กิจใดควรละก็จงละเสีย....แล้วแสงทองแห่งความสุขจะค่อย ๆ ทอแสงประกายให้เราได้ชื่นชม สมใจ.....
   
|
|
|
เลือกเส้นทางเดินชีวิตผิด คิดผิด ทำผิดไปแล้ว จะทำอย่างไรดี? |
|

จากประสบการณ์ชีวิต บ่อยครั้งไหมนะที่เราเคยเดิน เคยขับเคลื่อนยานชีวิตนี้ โดยใช้เส้นทางชีวิตที่ผิดพลาด คิดและตัดสินใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งลงไปแล้วมานึกเสียใจภายหลัง เช่น การลาออกจากที่ทำงานเดิม, การตกลงปลงใจแต่งงานกันคนที่เราคิดว่าใช่ แต่เขากลับไม่ใช่, การจ่ายเงินก้อนโตไปกับภาพฝันที่คิดว่าน่าจะเป็นจริง แต่ก็กลายเป็นฝันสลาย, ธุรกิจที่คิดว่าดีกลายเป็นดิ่ง, เข้าใจผิดคนโน้น คนนี้ เป็นต้น ผลจากการเลือกเส้นท้างเดินผิด คิดผิด ทำผิด ทำให้เกิดภาวะ เซ็ง เหงา เศร้า กลุ้ม ทุกข์ทรมานใจ ไร้เพื่อน ไร้เงินทอง ไร้การงานที่ดีทำ ฯลฯ
ซึ่งไม่ว่าเรื่องราวในอดีตที่เราเองได้คิดและตัดสินใจไปแล้วนั้น จะสร้างผลกระทบทางร่างกายและจิตใจของเราอย่างรุนแรงเพียงใด ทุก ๆ อย่างก็ล้วนแต่ผ่านพ้นไปหมดแล้ว เรียกกลับคืนมาใหม่ไม่ได้อีก ทุกการกระทำล้วนเป็นผลผลิตจากความคิดของเราเองทั้งสิ้น แล้วเราจะไปโทษใคร? การโทษคนอื่นมีแต่มองออกไปนอกตัว ไหนเลยเราจะได้เรียนรู้และพัฒนาฝึกฝนตนเองให้ดีขึ้นได้?
หากเรามาฝึกคิดให้ดี คิดให้เป็น สิ่งที่ผ่านไปแล้วน่าจะเป็นบทเรียนที่ดี "ผิดเป็นครู รู้เป็นปัญญา ปรับปัญหาเป็นโอกาส เราก็เริ่มฉลาดขึ้นที่ละน้อย"
มีสิ่งทดสอบความรู้ความสามารถอยู่รอบๆตัว ปรับเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสได้เสมอ
เราสามารถสร้างเส้นทางเดินชีวิตและมีเพื่อนเกลอของความคิด-จิตใจได้ ขอแนะนำในที่นี้มี 2 คน คือ
เพื่อนเกลอคนแรก คือ การมีสติ
สติคือ มีความระลึกได้, นึกได้, สำนึกอยู่เสมอ กล่าวคือ ไม่ประมาท มีการดำเนินชีวิตที่มีสติเป็นเครื่องกำกับความประพฤติปฏิบัติและกระทำการทุกอย่าง ระมัดระวัง ไม่ยอมถลำลงไปในทางเสื่อม
เพื่อนเกลอคนที่ 2 คือ การมีสัมปชัญญะ
สัมปชัญญะ คือ ความรู้ตัว, ความรู้ตัวทั่วพร้อม, ความรู้ชัด, ความรู้ทั่วชัด, ความตระหนัก แบ่งออกเป็น 4 ข้อ กล่าวคือ
1.รู้ชัดว่ามีประโยชน์หรือตระหนักในจุดมุ่งหมาย
คือ รู้ตัว ตระหนักชัดว่าสิ่งที่กระทำนั้นมีประโยชน์ตามความมุ่งหมายอย่างไรหรือไม่? อะไรเป็นจุดมุ่งหมายของการกระทำนั้น เช่น การทำงานของเราในปัจจุบัน จุดมุ่งหมายเพื่ออะไร? เพื่อเงิน เพื่อชื่อเสียง เพื่อผลสำเร็จของงาน เพื่อคนในครอบครัว หรือเพื่ออะไรกันแน่?
2. ตระหนักในความเหมาะสมเกื้อกูล
คือ รู้ตัว ตระหนักชัดว่าสิ่งของนั้น การกระทำนั้น ที่ที่จะไปนั้น เหมาะสมกับตน เกื้อกูลกับสุขภาพ ทำให้เกิดความดีงามหรือไม่ จึงใช้ จึงทำ จึงไป
3.ตระหนักในแดนงานของตน
คือรู้ตัว ตระหนักชัดอยู่ตลอดเวลาถึงสิ่งที่เป็นกิจ หน้าที่ เป็นตัวงาน เป็นจุดของเรื่องที่ตนกระทำ ไม่ว่าจะไปไหนหรือทำอะไรอื่น ก็รู้ตระหนักอยู่ ไม่ปล่อยให้เลือนหายไป
4.ตระหนักในตัวเนื้อหาสาระ ไม่หลงใหลฟั่นเฟือน
คือ เมื่อไปไหน ทำอะไร ก็รู้ตัวตระหนักชัดในการเคลื่อนไหวหรือในการกระทำนั้นและในสิ่งที่กระทำนั้น ไม่หลง ไม่สับสน ไม่ทำไปอย่างงมงาย ไม่รู้เรื่องรู้ราวจนถูกหลอกให้ลุ่มหลงไปได้ง่าย ๆ
 กล่าวโดยสรุป หากเราเคยเลือกเส้นทางเดินชีวิตที่คิดผิดตัดสินใจผิดไปแล้ว ไม่เป็นไร ให้เรามาสำรวม ระวัง แก้ไขใหม่ คิดใหม่ ทำได้
ต่อแต่นี้ไปไม่ว่าเราจะคิดหรือตัดสินใจลงมือกระทำสิ่งใด ๆ ที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน การงาน เราจะคิด จะทำด้วยความมีสติและมีสัมปชัญญะคอยกำกับดูแลจิตใจ ไม่ให้เป็นทุกข์-บอบซ้ำ เพื่อนเกลอทั้งสองรอเราอยู่เพื่อเป็นปัจจัยหนุนและเกื้อกูลในทุกกิจกรรมที่เราทำ ในการทำความดีทุกอย่าง ซึ่งจะส่งผลให้ชีวิตของเราก้าวหน้าไปสู่ความสำเร็จสมดังปรารถนาได้ไม่มากก็น้อย
" หากใจจะแกร่ง ขอให้แกร่งดังหินผา หากใจจะใสสว่างขอให้ใสสว่างดังนภา"
ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ พจนานุกรมพุทธศาสน์ (ฉบับประมวลธรรม) พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต)
|
|
|
ความสุขของเด็กไทย อยู่ไม่ไกลจากธรรมชาติ |
|
  
เมื่อเอ่ยถึงธรรมชาติโดยทั่วไปของเด็ก ๆ ย่อมต้องการความสนุกสนาน ร่าเริง
อาจมีการได้วิ่งหยอกล้อกันเล่นกันบ้างตามประสาเด็กๆ
..ในวันหยุดอาจไปสนามหญ้า แค่ได้วิ่งกลิ้งล้มทับกันเล่นก็เป็นความสุขแล้ว.. แต่เนื่องจากยุคสมัยที่เปลี่ยนไปมีผลทำให้เด็กไทยในยุคไอทีหลายต่อหลายคนห่างไกลจากธรรมชาติ และคิดว่าตนจะมีความสุขเฉพาะจากการได้กินอาหารที่มีรสชาดแปลก ๆ มีสีสันที่ฉูดฉาดบาดตา เห็นเพื่อนมีของเล่น-ของใช้ไฮเทค ตนเองก็ต้องมีและต้องมีให้เหนือเพื่อนด้วย เด็กหลายต่อหลายคนติดในสิ่งที่ไม่ควรติด เสพในสิ่งที่ไม่ควรเสพ ถึงเวลากินก็ไม่ได้กิน ถึงเวลานอนก็ไม่ยอมนอน ไม่ได้ออกกำลังกายตามธรรมชาติ นานไปก็เกิดปัญหาสุขภาพ ปัญหาการเรียน ปัญหาอื่น ๆ อีกมากมายสาระพัน จนทำให้ผู้ปกครองหลาย ๆ ท่านเหนื่อยจากงานกลับมาบ้านก็ยังคงเครียดกับบุตร-หลานของตนเองไม่ว่างเว้น
 
...ทำอย่างไรจะให้เด็ก ๆ ได้มีพัฒนาการของตนเองตามธรรมชาติ ไม่กินเสพมากเกินความต้องการของร่างกาย ซึ่งหากเราจะโทษเด็กทั้งหมดว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ทำไมไม่เป็นอย่างนี้ คงจะไม่ได้เป็นแน่ เพราะเด็กก็คือเด็ก หลาย ๆ ท่านทราบดีว่า เด็กหรือบุตร-หลานของเราต่างต้องการความรัก ต้องการการดูแล ต้องการการเอาใจใส่และการมีเวลาในชีวิตประจำวัน ได้พูดคุยขอคำปรึกษากับทางพ่อ-แม่บ้าง เมื่อลองมองย้อนให้ลึกลงไปในใจของเด็กเหล่านั้น พวกเขาคงไม่ได้ต้องการเงิน แต่หลาย ๆ คนใช้เงินเลี้ยงเด็กและคิดว่าทำงานเก็บเงินเพื่อลูกเพื่อหลาน หากเราลองนั่งจับเข่าชนเข่าโอบกอดพวกเขา ลูบไล้ไปที่เส้นผมของพวกเขาอย่างแผ่วเบาแล้วพยายามมองให้ลึกลงไปในแววตา จนถึงก้นบึ้งแห่งหัวใจของพวกเขา แอบกระซิบข้างหู ถามพวกเขาอย่างมีเมตตาว่า ....ลูกจ๊ะ...หลานจ๊ะ....สิ่งที่ลูกต้องการจากพ่อแม่,ปู่,ย่า,ตา,ยาย ที่แท้จริงคืออะไรกันแน่? บางท่านอาจจะคาดไม่ถึงกับคำตอบที่ได้รับก็เป็นไปได้
  โดยที่แท้จริงแล้วเด็กเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เขาควรมีสิทธิและโอกาสอย่างเต็มที่ในการได้สัมผัสกับอ้อมกอดอันแสนร่มชื่น ได้ชื่นชมกับธรรมชาติ ได้สัมผัสกับกลิ่นดิน กลิ่นหญ้าแทนที่คลื่นพลังงานที่ทำลายทั้งสายตา สมองและกล้ามเนื้อ
...เมื่อพวกเขาได้สัมผัสและอยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ ก็จะมีผลทำให้สภาพจิตใจพวกเขาอ่อนโยน มีความสุขได้แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ใกล้ๆ ตัว มีลมหายใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกของผู้ให้ อยากทำตัวให้เป็นประโยชน์และได้ช่วยเหลือสังคมบ้าง ได้ใช้พลังงานอย่างเต็มที่...
...ในบางครั้งพวกเขาอาจเพียงแค่ได้นั่งมองวิว ทิวทัศน์ ได้โยนก้อนหินลงไปในน้ำ ก็สามารถทำให้พวกเขามีความสุขสนุกได้ เข้าใจธรรมชาติของสิ่งสะท้อน เข้าใจถึงผลกระทบ การกระเพื่อมเคลื่อนไหวไปตามเหตุและปัจจัย...
  ...โชคดีที่เมื่องไทยของเรามีธรรมชาติ มีป่าไม้ สายน้ำไว้รอคอยให้ทุกคน ทุกชีวิตได้สัมผัสได้ชื่นชม แต่ก็มีคนน้อยนัก มีเด็กไทยในยุคนี้จำนวนไม่มากที่จะได้มีโอกาสไปสัมผัสกับธรรมชาติ...
....เราในฐานะเป็นผู้ปกครองได้มีโอกาสดูแลเด็ก ๆ โดยตรง ควรหรือไม่ที่จะเป็นดังสะพานเชื่อมต่ออุ่นไอแห่งความรักเพื่อทอดตัวลงสู่ความเป็นธรรมชาติสื่อไปยังตัวเด็ก หรือหากตัวเราเปรียบได้ดังแสงอาทิตย์ เด็ก ๆ เปรียบได้กับตัวกินรี แน่นอนเด็กน้อยในตัวกินรียืนถือโคมไฟ ย่อมพร้อมที่จะเต็มใจยื่นมื่อรอรับแสงทองแห่งความรัก อุ่นไอแห่งความเข้าใจ ผ่านช่วงเวลาแห่งการให้ ทะลุเมฆหมอกดำทะมึนเพียงแค่หาเงินให้พวกเขาเสพ ให้พวกเขาใช้เพียงอย่างเดียว ....หากเราไม่อยู่วันนี้หรือหากพวกเขาโตขึ้นจะเป็นอย่างไร? เมื่อเขาไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ?
  
"...ทุกอย่างอยู่ที่ความคิดและความเข้าใจซึ่งต้องอาศัยกาลเวลาในการค่อย ๆ เรียนรู้และฝึกฝนพัฒนา จะจริงหรือไม่อย่างไร? คงต้องพิสูจน์ด้วยตัวท่านเอง เพราะความสุขนั้นอยู่ไม่ไกล หากเด็กไทยเข้าใจ และได้ใกล้ชิดธรรมชาติ..."
แหล่งที่มาของภาพ: วัดญาณเวศกวัน, พุทธมณฑล จ.นครปฐม, หาดแม่รำพึง จ.ระยองและบ้านพี่สอนน้อง จ.กาญจนบุรี
|
|
|
ชีวิตจะประสบความสำเร็จต้องอยู่ในกลุ่มคนคิดดี มีศีลธรรม |
|

สวัสดีค่ะ/สวัสดีครับ หนูชื่อ Pejest ผมชื่อ PuP ครับ เราสองคนเป็นตุ๊กตาปูนปั้นอยู่หน้าบ้านอาจารย์พัชครับ/ค่ะ !
เราสองคนไม่ได้เป็นเพียงแค่ตุ๊กตานะครับ! เราทำหน้าที่ส่งมอบความสุขรอยยิ้มให้ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาครับ เราเคยเห็นลูกศิษย์มาบ้านอาจารย์และอาจารย์แชร์ประสบการณ์ให้พวกเขาฟังว่า หากเราอยากมีชีวิตที่ประสบความสำเสร็จ ล้วนมีองค์ประกอบจากเหตุและปัจจัยหลายประการ ปัจจัยประการหนึ่งที่ผ่านมาในชีวิตของอาจารย์ ทำให้หลาย ๆ คนมีความสุขและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นคือการได้คบกับคนดี ได้อยู่ใกล้คนคิดดี อยู่ในกลุ่มคนดี คนที่เก่งกว่าเรา คนประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่าเราหรือไม่ก็ล้มเหลวในชีวิตมามากกว่าเรา
พูดง่าย ๆ ก็คือ คนที่ผ่านร้อน ผ่านหนาวมาแล้ว ในเรื่องราวที่เขาประสบเพราะประสบการณ์เหล่านั้นเองจะหล่อหลอมพวกเขาเหล่านั้น ให้มีความเข้าใจในชีวิตมากขึ้น รู้ว่าอะไรใช่ อะไรไม่ใช่ จากสิ่งที่เขาพบและเจอมานั่นเอง แต่หากเราไม่เรียนรู้และต้องรอไปเผชิญชีวิตด้วยตนเอง ลองผิด-ลองถูกวันแล้ววันเล่า เวลาในชีวิตของคน ๆ หนึ่งคงไม่ยาวนานพอเป็นแน่ เราสามารถมีวิธีเรียนรู้เส้นทางชีวิตทางลัดได้ครับผม
เมื่อเหลียวมองไปรอบ ๆ ตัว มีธรรมชาตินั้นสอนอะไรเราได้หลาย ๆ อย่างเช่น กอต้นบัวที่หน้าบ้านอาจารย์ อาจารย์ปลูกพร้อมกัน 2 แห่ง แห่งหนึ่งอยู่ใกล้กับกอต้นเฟื่องฟ้าและมีดอกบานบุรีล้อมรอบ เขาอยู่กันเป็นกลุ่มเป็นกอ มีเพื่อน ๆ พันธุ์ไม้อื่นยืนเคียงข้าง ดูดอก ดูใบของเขาสิค่ะ ใหญ่โตมาก   
หากย้อนมาดูกอบัวอีกแห่งที่ปลูกและวางอยู่อย่างโดดเดี่ยว เดียวดาย เขาไม่มีเพื่อน ไม่มีคู่แข่ง เขาก็แคระแกรน ไปตามเรื่องตามราวของเขา และไม่ให้ดอกให้ผลได้ตามสภาพที่เป็น
 
เมื่อเปรียบเทียบกันดูแล้ว ระหว่างบัวทั้ง 2 ก่อ ใคร ๆ ก็คงอยากเป็นบัวกอโต กองาม กอที่ให้ดอกออกผล เมื่อย้อนมาดูที่ชีวิตของเราในปัจจุบันคงต้องตั้งคำถาม ถามตัวเองแล้วละค่ะว่า
1. ชีวิตเราต้องการอะไรกันแน่? เงิน ชื่อเสียง เกีรยติยศหรือความสุข?
2. หากต้องการสิ่งเหล่านั้น อะไรเป็นปัจจัยหลักในการทำให้ได้มา? และ 3. เราได้อยู่ในสังคม สภาพแวดล้อม หรือนำพาตัวเองไปสู่สถานที่ ที่ดี คบหาสมาคมกับคนที่ดี ๆ อยู่ในกลุ่มเพื่อน กลุ่มพี่ ๆ ครูบาอาจารย์ที่ดีหรือไม่?
จากประสบการณ์ของอาจารย์ได้นำพาตนเอง ขวนขวายไปพบกับคนดี ๆ มีกลุ่มเพื่อน ๆ พี่ ๆ ครูบาอาจารย์ที่ดี อย่างเช่น ท่านอาจารย์ณรงค์วิทย์ แสนทอง ผู้เป็นทั้งต้นแบบงานเขียนและวิทยากร และอาจารย์ได้มีกลุ่มชมรมที่สุดยอดมาก ๆ ขอเชิญทุกท่านลองเข้าไปเยี่ยมชมเว็บของอาจารย์และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำพาตนเองก้าวไปสู่ความสำเร็จพร้อม ๆ กันได้ที่ เว็บอาจารย์ณรงค์วิทย์ www.peoplevalue.co.th 
ขอฝากข้อคิดสักนิด ตอนนี้หากช่วงชีวิตเราเปรียบเหมือนเพิ่งหัดยืน หัดเดินสู่โลกกว้าง จำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องมีต้นแบบ ลองสังเกตดูสิค่ะ ขนาดบัวเพิ่งเกิดยังต้องมีก้านใบที่แข็งแรงเป็นพี่เลี้ยงทุกครั้งเสมอ

เมื่อถึงเวลา บัวเขาก็ได้ทำหน้าที่เขาแล้ว เขาได้เบ่งบานสร้างความสดใสให้โลกใบนี้ มีคนเด็ด-ตัดเขา นำไปถวายพระบ้าง ใส่แจกันบ้าง มีหมู่แมลงมารุมล้อม เป็นที่อยู่ของปลาตัวจิ๋ว เขาไม่เคยบ่น ไม่เคยท้อ เพราะเขาเป็นบัว ที่เกิดมาจากโคลนตรม เมื่อเขาพ้นโคลนตรมแล้ว เขาก็คือดอกบัวที่สวยสดงดงาม ได้สร้างประโยชน์ตามชนิดและประเภทของเขา เปรียบเสมือนคนเราที่มาจากฐานะความเป็นอยู่ ความคิดที่แตกต่างกัน หากได้มีการพัฒนาและเรียนรู้ที่ถูกต้อง มีการหมั่นฝึกฝนตนเอง แน่นอนชีวิตเขาเหล่านั้นย่อมสวยสด งดงาม สู่โลกกว้าง ได้เสมอ
ดังนั้น ในแต่ละช่วงเวลา แต่ละวัย เราก็ต้องทำหน้าที่ให้สมวัย จะได้ไม่มานั่งนึกเสียใจภายหลังเลยว่า เราได้ทำในสิ่งที่เราต้องการไปแล้วหรือยัง หากบางท่านยังไม่รู้จะเริ่มต้นชีวิตอย่างไร? ที่ไหนดี? ขอแนะนำลองหาหนังสือแผนที่ชีวิต เข็มทิศสู่ความสำเร็จ เขียนโดยอาจารย์ณรงค์วิทย์ มาเป็นเพื่อนนำทางสิค่ะ
"เมื่อกาลเวลาผ่านไป เขาก็ต้องร่วงโรยไปตามกาลเวลา สุดท้ายก็ฝากความเป็นบัวไว้ในฝักให้บัวรุ่นต่อไป"
อ้อ! มีอีกอย่าง หากเรามีแผนชีวิตระยะยาว กลาง ใกล้ สมมุติเหลือเวลาในชีวิตอีกเพียง 5 นาทีในชีวิตนี้
เราอยากทำอะไร? ก็ให้เริ่มทำในสิ่งนั้นก่อนเป็นอันดับแรก เราก็จะไม่นึกเสียใจในภายหลัง ขอส่งกำลังใจ
ให้ทุกท่านพบเจอแต่ส่งที่ดี โดยเริ่มคิดดีกับตนเองและคนรอบ ๆ ข้างนะคะ แล้วสิ่งที่ดีจะวิ่งเข้ามาหาคุณ
อย่างไม่หยุดยั้ง ขอให้โชคดีแลประสบความสำเร็จตามที่หวังไว้นะคะ/นะครับ
จาก น้อง Pejestค่ะ และผม น้อง PuP ครับ ขอบคุณนะครับ/ขอบคุณค่ะ
     
|
|
|
สุจใจ ที่คนไทย มีความสุขได้ด้วยตนเอง |
|

โดยทั่วไปแล้ว! หากกล่าวถึง การพัฒนาตนเอง ให้เราสามารถมีความสุขได้ด้วยตัวของเราเอง
เราต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาความคิด โดยการส่งเสริมและสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจเป็นพื้นฐาน
หากเรามีความรู้-ความเข้าใจ ที่ถูกต้องดีงานเป็นพื้นฐานแล้ว เราก็สามารถต่อยอดทางความคิดได้อย่างถูกต้อง
เมื่อเรามียอดต้นอ่อนทางความคิดที่ถูกต้องดีงามแล้ว เราเองสามารถหล่อเลี้ยงยอดต้นอ่อนทางความคิดนั้น
ให้กลายเป็นลำต้นแห่งความรู้สึกที่แข็งแรง ทนทาน สามารถดูดซึมแร่ธาตุและสารอาหารไปหล่อเลี้ยงส่วนต่าง ๆ
ของต้นไม้ชีวิตของเราให้เจริญเติบโต มีความสุขได้ทุกเมื่อ กล้าท้าทายสายลม แสงแดด สามารถต่อสู้ได้กับปัญหา(จากปัญหาเปลี่ยนเป็นความท้าทาย) และกลายเป็นประสบการณ์ที่ดีงามชีวิต สร้างสุขให้ครอบครัวและทำให้การงานมีความมั่นคง เจริญก้าวหน้าสืบต่อไป
ดอกไม้ ดอกอ่อน ไม่สามารถบานได้ฉันใด ชีวิตของเราที่ยังไม่ได้รับการฝึกฝนและพัฒนาที่เพียงพอก็ไม่สามารถ
ให้ความสำเร็จได้ฉันนั้น เช่นกัน









|
|
|
สุขสันต์วันขึ้นปีใหม่ไทย (Happy Songkran Festival Day) |
|
วันสงกรานต์ประเพณีปีใหม่ไทยปีนี้ เรามาทำอะไรเป็นของขวัญให้ตนเองและผู้อื่นกันดีไหมค่ะ?
 
สำหรับส่วนตัวของอาจารย์เองได้
มอบของขวัญปีใหม่ไทยให้กับตนเอง
ให้กับคุณแม่และสมาชิกในครอบครัว
โดยการนำพาตนเองไปฝึกฝนพัฒนา
เข้าอบรมวิปัสสนา-กรรมฐาน
ที่วัดมเหยงคณ์ จ.อยุธยา (www.watmahaeyong.net)
และที่วัดญาณเวศกวัน จ.นครปฐม
(www.watnyanaves.net)
รวมเป็นเวลา 9 วัน
"ผลบุญ-กุศลอันเกิดในครั้งนี้
ขอมอบเป็นของขวัญปีใหม่ไทย
ให้กับทุกท่าน
ร่วมอนุโทนนาบุญด้วยกันนะคะ"
และขออาราธนาอำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยจงคุ้มครองปกป้อง
ให้ทุกท่านพบแต่สิ่งที่ดี ๆ
ประสบความสำเร็จ
ในสิ่งทึ่คิดหวังและตั้งใจนะคะ
"สุขสันต์วันสงกรานต์ค่ะ"

(ข้อมูล สงกรานต์ จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)
สงกรานต์ เป็นประเพณีปีใหม่ของประเทศไทย ลาว กัมพูชา พม่า ชนกลุ่มน้อยชาวไตแถบเวียดนามและมณฑลยูนนานของจีน ศรีลังกาและทางตะวันออกของประเทศอินเดีย สงกรานต์เป็นคำสันสกฤต หมายถึงการเคลื่อนย้าย ซึ่งเป็นการอุปมาถึงการเคลื่อนย้ายของการประทับในจักรราศี หรือคือการเคลื่อนขึ้นปีใหม่ในความเชื่อของไทยและบางประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชาวต่างประเทศเรียกว่า "สงครามน้ำ"

สงกรานต์ เป็นประเพณีเก่าแก่ของไทยซึ่งสืบทอดมาแต่โบราณคู่มากับประเพณีตรุษ จึงมีการเรียกรวมกันว่า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หมายถึงประเพณีส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ คำว่าตรุษเป็นภาษาทมิฬ แปลว่าการสิ้นปี
พิธีสงกรานต์ เป็นพิธีกรรมที่เกิดขึ้นในสมาชิกในครอบครัว หรือชุมชนบ้านใกล้เรือนเคียง แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปสู่สังคมในวงกว้าง และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนทัศนคติ และความเชื่อไป ในความเชื่อดั้งเดิมใช้สัญลักษณ์เป็นองค์ประกอบหลักในพิธี ได้แก่ การใช้น้ำเป็นตัวแทน แก้กันกับความหมายของฤดูร้อน ช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษ ใช้น้ำรดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื่น มีการขอพรจากผู้ใหญ่ การรำลึกและกตัญญูต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับ ในชีวิตสมัยใหม่ของสังคมไทยเกิดประเพณีกลับบ้านในเทศกาลสงกรานต์ นับวันสงกรานต์เป็นวันครอบครัว ในพิธีเดิมมีการสรงน้ำพระที่นำสิริมงคล เพื่อให้เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่มีความสุข ปัจจุบันมีพัฒนาการและมีแนวโน้มว่าได้มีการเสริมจนคลาดเคลื่อนบิดเบือนไป เกิดการประชาสัมพันธ์ในเชิงการท่องเที่ยวว่าเป็น Water Festival เป็นภาพของการใช้น้ำเพื่อแสดงความหมายเพียงประเพณีการเล่นน้ำ การที่สังคมเปลี่ยนไป มีการเคลื่อนย้ายที่อยู่เข้าสู่เมืองใหญ่ และถือวันสงกรานต์เป็นวัน "กลับบ้าน" ทำให้การจราจรคับคั่งในช่วงวันก่อนสงกรานต์ วันแรกของเทศกาล และวันสุดท้ายของเทศกาล
ถึงแม้การเดินทางกลับบ้านจะลำบากยากเย็นเพียงใด หลายท่านเมื่อเดินทางไปถึงบ้านแล้วหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เพราะ "มีรอยยิ้มของคนที่เรารัก
และคิดถึงรอคอยอยู่ที่บ้าน" ท่านเหล่านั้นมีความหวังที่จะได้เห็นหน้าลูก-หลาน ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันในโอกาสและประเพณีอันงดงามเช่นนี้
 
|
|
เมื่อกล่าวถึงการทำงานและพัฒนาศักยภาพของมนุษย์เราแล้ว ไม่มีงานอะไรจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการงานพัฒนาจิต เพราะจิตคือ สภาพที่คิด, ภาวะที่รู้แจ้งอารมณ์ Citta: consciousness;state of consciousness จากพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม ของพระธรรมปิฏก (ป.อ.ปยุตโต) ดังนั้นจะเห็นได้ว่าหากคนเราจะพัฒนาอะไรสักอย่าง ต้องเริ่มต้นพัฒนาที่จิตใจหรือสภาพความคิดของคนเราซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาก ได้มีผู้รู้เคยกล่าวไว้ว่า ความคิดเป็นสิ่งที่ครองโลก อะไร ๆ ในโลกนี้ล้วนเกิดจากความคิดของมนุษย์เราทั้งสิ้น ซึ่งโดยปกติแล้วจิตใจหรือสภาพที่คิดของคนเรามีหน้าที่หลายประการ เช่น
1. เป็นสภาพที่รู้แจ้งอารมณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะดีใจ เสียใจ หรือรู้สึกเฉย ๆ
2. เป็นที่สั่งสมพฤติกรรม บุคลิกภาพ การแสดงออกของคนเรา
3. เป็นที่สั่งสมทั้งความดี ความชั่วและการกระทำของคนโดยทั่วไป และ
4. เป็นธรรมชาติอันวิจิตรต่าง ๆ กัน ทำให้คนเรามีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น รูปร่าง สัณฐาน สภาพความเป็นอยู่ ตลอดจนวิถีชีวิต
การจะพัฒนาตนเอง เราต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาความคิด การจะพัฒนาความคิดให้ได้ดีนั้นขึ้นอยู่กับการมีกัลยาณมิตรที่ดี เช่น พ่อ-แม่ ครู-บาอาจารย์, หัวหน้า, เพื่อนฝูง, การแสวงหาความรู้จากแหล่งที่ถูกต้องต่าง ๆ, การอ่านหนังสือ หรือแม้แต่การได้เข้ารับการอบรมสัมมนาในหลักสูตรต่าง ๆ ก็เช่นกัน จัดได้ว่าเป็นการสร้างกัลยาณมิตรที่ดี สามารถนำความรู้ที่ได้รับกลับมาลองทดลองฝึกปฏิบัติ โดยอาศัยความพากเพียรพยายามอย่างไม่ย่อท้อ แน่นอนความสำเร็จย่อมอยู่ไม่ไกล กัลยาณมิตรที่ดีที่ได้พบ เช่น น้องนก,น้องแพทและน้องแชมป์ นักศึกษาปริญญาโท จากการเดินทางไปแนะนำการฝึกฝนพัฒนาบุคลิกภาพให้กับนักศึกษาสาขาการบัญชี มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย เมื่อเร็ว ๆ นี้
 
การได้พบกัลยาณมิตรที่ดีอีกแห่งที่บริษัทอิตาเลียนไทย ดิเวอล๊อปเมนต์ จำกัด
ในการสัมมนาหลักสูตร เทคนิคการสื่อสารและการประสานงานที่ดี และที่ ITD แห่งนี้ มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันดีเยี่ยมโดยเฉพาะบุคลากรด้านสโตร์ แจ่ม แจ๋วมาก ๆ
ขอชื่นชมจากใจจริงค่ะ |
|
|
อบรมหลักสูตร "เทคนิคการบริหารความสามารถทางอารมณ์อย่างมืออาชีพ" |
|
|
Feedback form personality development & adjustment course |
|
นักศึกษา BBA ชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ได้เรียนจบหลักสูตรการพัฒนาและส่งเสริมบุคลิกภาพจากอาจารย์พัชและได้แลกเปลี่ยน feedback ซึ่งกันและกัน
......teacher told us....we must love ourself first.....
...think good...I so happy@KBU and living in Thailand...
    
"good attitude, good environment"
<     |
|
|